4 แมตซ์ฟุตบอลโลกอันดับในความทรงจำ

4 แมตซ์ฟุตบอลโลกอันดับในความทรงจำ

ฟุตบอลโลก-อันดับ1998

1.นัดชิงที่ขาดลอยที่สุด : ฝรั่งเศส 3-0 บราซิล ฟุตบอลโลกปี 1998

การได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกมักจะได้เปรียบอยู่เสมอ ด้วยความที่คุ้นเคยกับสนามและการสนับสนุนจากกองเชียร์ในบ้าน เอ็มเม ฌักเกต์ ได้พิสูจน์แล้วด้วยการคุมทัพขุนพลตราไก่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1998 เจ้าภาพตราไก่ต้องมาพบกับทีมชาติบราซิล ซึ่งอุดมไปด้วยสตาร์คับคั่งในตอนนั้น ทั้งโรนัลโด้, ริวัลโด้, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และคาฟู นี่คือทีมตัวเต็งของศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยทีมชาติฝรั่งเศสเองก็ประกอบไปด้วยสตาร์ชื่อดังหลายรายทั้งซีเนอดีน ซีดาน, ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ และยูริ จอร์เกฟฟ์ แต่ในทัวร์นาเมนท์นี้ก็ยังได้ให้โอกาสกับนักเตะวัยรุ่นอีกมากมาย เช่น ปาทริค วิเอรา และคู่ดูโอ้จาก โมนาโกอย่าง เธียร์รี อองรี และ ดาวิด เทรเซเกต์ และยังมี โรแบร์ ปิแรส ที่ได้ออกมาแจ้งเกิดบนเวทีใหญ่ และทั้ง 4 ก็ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญภายในทีมชาติฝรั่งเศส โดยก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจคือโรคประหลาดของโรนัลโด้ ดาวยิงแห่งทัพแซมบ้า ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก ณ ขณะนั้น เกิดมีอาการชักกระตุกในโรงแรมก่อนเกมชิงชนะเลิศ โดยหมอให้สาเหตุว่ามาจากความอ่อนล้าทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับเด็กอายุ 21 ที่ต้องมาแบกรับความหวังของคนทั้งชาติ แต่ในท้ายที่สุดโค้ชก็ตัดสินใจฝืนให้ลงสนาม และก็โชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่ ไม่สามารถช่วยทีมให้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ได้ ซึ่งในเกมนั้นผู้ที่แจ้งเกิดในรอบชิงชนะเลิศกลับกลายเป็น ซีเนอดีน ซีดาน จอมทัพหัวไข่ของทัพ เลส์เบลอส์ ที่โหม่งสองประตูจากลูกเตะมุม พาทีมฝรั่งเศสคว่ำบราซิล 3-0 คว้าแชมป์โลกไปครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมชาติ และเป็นการชนะที่ขาดลอยที่สุดในประวัตศาสตร์นัดชิงฟุตบอลโลก


ฟุตบอลโลก-อันดับ1986

2.กำเนิดหัตถ์พระเจ้า : อาร์เจนติน่า 2-1 อังกฤษ ฟุตบอลโลกปี 1986

ทีมชาติอังกฤษเดินทางผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศบอลโลกปี 1986 ด้วยผลงานสุดน่าประทับใจ ซึ่งคู่แข่งของพวกเขาในรอบนี้ก็คือ อาร์เจนติน่า ที่นำทัพมาโดยดาวเตะหมายเลขหนึ่งของชาติ นั่นก็คือ “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ในเกมนี้ มาราโดน่าได้ทำประตูที่น่าจดจำในเกมฟุตบอลโลกถึงสองประตูในเกมเดียว โดยลูกแรกมาจากการทำแฮนด์บอลอันเลื่องชื่อ นั้นก็คือ Hand of God หรือ หัตถ์พระเจ้า ที่เสือเตี้ยจงใจใช้มือชกบอลเข้าประตู ผ่านนายทวารอย่างปีเตอร์ ชิลตัน ที่สูงกว่ากันถึง 20 เซนติเมตร แต่กรรมการกลับมองไม่เห็น และคิดว่ามาราโดน่าสามารถกระโดดโหม่งแย่งผู้รักษาประตูรายนี้ได้ โดยในอีก 4 นาทีต่อมา มาราโดน่าทำประตูที่เรียกได้ว่าเป็นประตูแห่งศตวรรษ เมื่อเฮคตอร์ เอ็นริเก้ จ่ายบอลให้กับมาราโดน่าเลี้ยงบอลเป็นระยะทางกว่า 60 หลา ในช่วงเวลาเพียง 10 วินาที ลากผ่าน 5 ผู้เล่นสิงโตคำราม ไล่ตั้งแต่ ปีเตอร์ เบียดสลี่ย์, ปีเตอร์ รีด, เทอร์รี่ บุตเชอร์ และเทอร์รี่ เฟนวิค ก่อนที่จะแตะหลบปีเตอร์ ชิลตัน เป็นคนสุดท้ายและส่งบอลเข้าประตู ทำให้อาร์เจนฯ ทิ้งห่าง 2-0 ถึงแม้แกรี่ ลินีเกอร์ จะมายิงให้อังกฤษไล่มา 1-2 ในช่วง 9 นาทีสุดท้าย แต่ก็ไล่ไม่ทัน อาร์เจนตินาผ่านเข้าไปเล่นนัดชิง และมาราโดน่าก็สามารถผงาดคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะเยอรมันตะวันตกไป 3-2


ฟุตบอลโลก-อันดับ2014

3.การแพ้ที่ขาดลอยที่สุดของเจ้าภาพ : บราซิล 1-7 เยอรมัน ฟุตบอลโลกปี 2014

เป็นเกมที่แฟนบอลอินทรีเหล็กจดจำได้ดี แต่กับแฟนบอลบราซิลแล้ว พวกเขาคงอยากจะลืมเรื่องราวในเกมนี้ไปให้เร็วที่สุด การขาดไปของนักเตะอันดับ 1 ของทีมอย่างเนย์มาร์ และกองหลังตัวเก่งอย่าง ธิอาโก้ ซิลวา คือจุดที่แฟนบอลบราซิลหลายคนเป็นห่วง แต่การได้เปรียบจากเสียงเชียร์และการเป็นเจ้าภาพ น่าจะพอทดแทนการขาดหายไปของสองซูเปอร์สตาร์ประจำทีมได้ แต่เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแรกเป็นเยอรมันที่ยิงเจ้าภาพไปถึง 5-0 และยิงถึง 4 ประตูในเวลาเพียง 6 นาที โดยมิโรสลาฟ โคลเซ่ ที่ทำประตูได้ในเกมนี้ ได้รับการถูกจดบันทึกว่าเป็นผู้ทำประตูในฟุตบอลโลกมากที่สุดตลอดกาล ด้วยจำนวน 13 ประตู ส่วนโทนี่ โครส และอันเดรีย เชือร์เร่ ทำคนสองประตู ด้านโธมัส มุลเลอร์ และซามี่ เคดิร่า จะช่วยทำอีกคนละประตู พาอินเทรีเหล็ก เอาชนะบราซิลไปอย่างขาดลอย 7-1 และเข้าไปชิงชนะเลิศกับอาร์เจนตินา และก็เป็นเยอรมันที่สามารถคว้าแชมป์บอลโลกปี 2014 ไปครอง


ฟุตบอลโลก-อันดับ1966

4.แชมป์แรกและแชมป์เดียวของทัพสิงโตคำราม : อังกฤษ 4-2 เยอรมันตะวันตก ฟุตบอลโลกปี 1966

อันดับหนึ่งคงต้องยกให้เกมนี้ เป็นความสำเร็จแรกและความสำเร็จเดียวของทีมชาติอังกฤษ ที่มีทีมชาติอังกฤษจากการคุมทีมของ อาล์ฟ แรมซี่ย์ ที่พาสิงโตคำรามก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลกสมัยแรก โดยเป็นการได้ลงเล่นในบ้าน คนดูเกือบแสนคน ท่ามกลางสนามอันศักดิ์สิทธิ์อย่างเวมบลีย์ เริ่มเกมมา เป็นทีมชาติเยอรมันที่ขึ้นนำไปก่อน 1-0 จาก เฮลมุต ฮาลเลอร์ ในนาทีที่ 12 แต่ยังดีที่อีกไม่กี่นาทีถัดมา จอฟฟ์ เฮิร์สท์ ก็มาโหม่งตีเสมอได้ 1-1 ในนาทีที่ 18 มันไม่ได้เป็นแค่เพียงนัดชิงชนะเลิศที่สำคัญของทีมชาติอังกฤษ เพราะมันกลับกลายเป็นเกมนัดชิงชนะเลิศที่ระทึกที่สุดเกมหนึ่งของฟุตบอลโลกอีกด้วย มาร์ติน ปีเตอร์ส ปีกซ้ายของทีม ซัดประตูขึ้นนำในช่วงเหลือ 12 นาทีสุดท้าย อย่างไรก็ตาม โวล์ฟกัง เวเบอร์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของทีม ยิงลูกเก็บตกจากบอลที่ขลุกขลิกในจังหวะฟรีคิก ตามตีเสมอในช่วงนาทีสุดท้าย ทำให้เกมนี้ต้องยืดไปถึงต่อเวลา สุดท้ายเยอรมันก็ต้านไม่ไหว อังกฤษได้เฮิร์สท์เบิ้ลอีก 2 ประตู เป็นแฮตทริกของเจ้าตัว ทำให้ทัพสิงโตคำราม เอาชนะไป 4-2 คว้าแชมป์โลกสมัยแรก และสมัยเดียวจนถึงปัจจุบันไปได้สำเร็จ เกมนี้ยังมีการเรื่องถกเถียงกันในลูกปัญหา จังหวะลูกนำ 3-2 เมื่อ เฮิร์สท์ ยิงบอลไปชนคานแล้วลูกตกลงมาบนเส้น แต่ผู้ตัดสินกลับให้เป็นประตู ซึ่งมันกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่พูดกันมาจนถึงวันนี้

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply